สวนสะพรั่ง...ใจกลางกรุงSource - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)
Thursday, February 12, 2009 11:473054 XTHAI XGEN XETHIC XENT IKEY V%NETNEWS P%WKT
ดุลยปวีณ กรณฑ์แสง
ภายใต้พื้นที่เล็กๆ กว้างยาว 4x4 ตารางเมตร หน้าลานเซ็นทรัลเวิลด์ สร้างสรรค์อะไรได้กว่าที่เราคิด ถ้าไม่เชื่อ...ลองไปเดินชมสวนสวยมีดีไซน์ Celebrity Garden ที่แต่ละคนดัง 10 คน 10 สไตล์ หยิบลูกเล่นไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ มาสะท้อนความเป็นตัวตน สร้างสีสันในงาน "TALAs Landscape09@CentralWorld" ที่ห้างใหญ่กลางกรุง เปิดพื้นที่ให้สมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย เนรมิตลานโล่งๆ ให้เป็นพื้นที่สีเขียวสะพรั่ง ในธีม Urban Park ออกแบบให้เป็นลานคนเมือง และสอดรับกับโอกาสครบรอบ 30 ปีของวิชาชีพภูมิสถาปัตยกรรม งานนี้ นอกจากทำให้คนไทยรู้จักกับงานด้านภูมิสถาปัตย์มากขึ้นแล้ว ผ่านนิทรรศการและบรรยากาศภูมิทัศน์ร่มรื่นที่ออกแบบอย่างมีดีไซน์ ความตั้งใจหนึ่งของคนจัดงาน คือ อยากจุดประกายไอเดียให้คนทั่วไปอยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงสิ่งดีๆ ในชีวิต เริ่มจากปรับปรุงสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว ในรั้วบ้านจากพื้นที่ที่เคยวางข้าวของรกรุงรัก หันมาแปลงเป็นสวนสวย เพิ่มพื้นที่สีเขียว เช่นเดียวกับบรรดาคนดัง ที่มาร่วมกันออกไอเดียจัดสวนครั้งนี้ อาทิ สวนไอเดียเครื่องเทศและพืชสมุนไพรของ ก้องศักดิ์ยอดมณี, สวนดีไซน์เก๋ "Ramaya" ความรื่นรมย์แห่งชีวิต ของ สุภาพรรณ ทองมาลัย ฯลฯ สวนสวยๆ หน้าลานเซ็นทรัลเวิลด์เหล่านี้ จะจัดแสดงถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2552--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2552
ครอบครัวต้องมาก่อน
ครอบครัวต้องมาก่อน Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)
Friday, February 06, 2009 08:3038170 XTHAI XGEN XETHIC XENT IKEY V%NETNEWS P%WKT
ดุลยปวีณ กรณฑ์แสง
เหมือนว่า ลอร่า ศศิธร วัฒนกุล จะมี "ภาพชีวิต" อย่างที่ผู้หญิงหลายคนใฝ่ฝัน มีครอบครัวอบอุ่น มีลูกที่น่ารัก มีสามีดีๆ เป็นคู่ชีวิต พร้อมๆ กับเส้นทางอาชีพการงานที่เธอรัก แต่ในภาพ "ความเก่งพร้อมสมบูรณ์แบบ" ที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเหลือบ่ากว่าแรงไปกว่าที่ "Supermom" คุณแม่ลูกสองคนนี้ จะจัดการรับมือ ใครจะรู้ว่า ครั้งหนึ่ง ชีวิตของเธอเคยแทบสะดุดล้มจนชีวิตครอบครัวเกือบต้องเสียศูนย์ก่อนที่จะมีลูกคนที่สอง เชื่อเถอะว่า บทเรียนชีวิตที่ลอร่า ผ่านพ้นและค้นพบ หนังชีวิตเรื่องเดียวกันนี้ เกิดขึ้นกับบรรดาเวิร์คกิ้งมัม ผู้หญิงเก่ง และภรรยาจอมดื้อ ทั้งหลายบนเส้นทางที่ต้องหาจุด "สมดุล" ระหว่างงาน กับครอบครัวให้เจอ ด้วยคำถามเบสิคที่ว่า แท้จริงแล้วความสุขและเป้าหมายในชีวิตอยู่ที่ตรงไหน? "ตอนสาวๆ ตั้งเป้าหมายทำงานเพื่อสนุก ตอนมีลูกคนแรก ทำงานเพื่อให้มีเงินเก็บ แต่ตอนนี้ ทำงานเพื่อสร้างชีวิตที่สมดุล มีโลกทัศน์ มีประสบการณ์และคอนเนคชั่นที่จะมาดูแลลูกต่อไปในอนาคต" ลอร่า ว่าอย่างนั้น แต่ไหนแต่ไร เธอเป็นผู้หญิงบ้างาน สนุกกับการทำโน่นนี่ ชีวิตเต็มไปด้วยความ "อยาก" และ "ท้าทาย" ตลอดเวลา โดยเฉพาะหลังจากมี "โมนิก้า" ลูกคนแรก ชีวิตช่วงนั้น เหมือนว่า ทุกอย่างจะเป็นใจ อย่างที่เธอวาดหวัง เป็นพิธีกรหลายรายการ เปิดบริษัท มีรายการเป็นของตัวเอง ไปถึงอย่างที่วาดฝันไว้ "แต่อีกฝันหนึ่งของเราที่ไปไม่ถึงเลย ก็คือ การอยากมีลูกคนที่สอง อยากท้องอีก พยายามหลายอย่าง แต่ยังไงก็ไม่สำเร็จสักที ในที่สุด เมื่อเรามาจัดลำดับชีวิตว่า อะไรคือสิ่งที่มีความหมายและมีคุณค่ากับชีวิตเรา เราก็น่าจะยอมแลก" ผู้หญิงเก่งและมาดมั่นอย่างลอร่า เคยมั่นอกมั่นใจมาตลอด ว่า ทุกขณะของชีวิตมีการวางแผนและตั้งเป้าหมาย แต่ในที่สุด พอได้กลับมาทบทวนจัดลำดับสมดุลในชีวิตอีกครั้ง เป็นกฎ 3 ข้อ ของการสร้างสมดุลในชีวิตง่ายๆ กับคำถามที่ธรรมดาที่สุด Want, Can, Should ทั้ง 3 สิ่งนี้ต้องไปด้วยกัน ในที่สุด ลอร่า เลือกที่จะลด "ความทะยานอยาก" ในหน้าที่การงานลงมา เลือกทำเฉพาะบางเรื่องในสิ่งที่ "สามารถ" ทำได้ และทำใน "สิ่งที่ควร" ในคำตอบที่เธอเลือก นั่นก็คือ ครอบครัว การเป็นแม่ และเป็นภรรยา ที่ต้องมาก่อนเป็นอันดับหนึ่ง "มันเหมือนม้าที่โดนปิดตาข้างๆ แล้วมองไปแต่เป้าหมายข้างหน้าว่า เราต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งในหน้าที่การงาน และการเป็นภรรยา และเป็นแม่ จนกระทั่งวันหนึ่งเหมือนกับควบม้าไปสะดุดหิน แล้วที่ปิดตามันหลุดออก แล้วเราก็มีมุมมองแบบเห็น 360 องศาเลย ว่า ฉันกลายเป็นม้าป่า ที่ปีนมาถึงหน้าผาที่เกือบจะตกลงเหว" ชีวิตช่วงนั้น สะดุดกับ "ก้อนหิน" อย่างจัง ทั้งเรื่องความพยายามมีลูกที่ไม่สำเร็จ และเรื่องธุรกิจซึ่งตอนนั้นไอทีวี กำลังอยู่ในช่วงมีปัญหา ในที่สุด ลอร่าตัดสินใจลงจากหลังเสือ ยุติการทำรายการ ลดงานทุกอย่าง เอนจอยชีวิตมากขึ้น ที่สำคัญ คือ ลดการ "ตั้งเป้าหมาย" และความ "อยาก" แตะเบรคชีวิตใหม่ ลดความจริงจังลง ลดความสุดโต่งลงมาหน่อย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลดดีกรีความเป็น "เมียดื้อ" ให้น้อยลง "ผู้หญิงสมัยนี้พึ่งสามีน้อยลงและเราก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย บางครั้งเรามั่นใจในตัวเอง และทำอะไรโดยที่ลืมตัดสินใจร่วมกัน พอคิดได้ ก็เลยกลับไปคืนดีกับสามี คือ ไม่ได้แยกเตียงกันแต่อาจจะมีช่วงที่ชีวิตประจำวันของสามีภรรยา ที่มีเรื่องในใจกันเล็กๆ น้อยๆ สามีก็น่ารักมาก เขาบอกว่า ไม่ยกโทษให้หรอก เพราะเขาไม่เคยโกรธเรา ต้องขอบคุณสามี และลูก เราก็บอกว่า ที่ผ่านมา เราเป็นม้า เขาก็ว่าไม่เป็นไร ซึ่งจากนั้นก็ทำให้เรากลับมาใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น" เธอ เล่าพร้อมรอยยิ้ม "ถ้าดูในภาพกราฟชีวิตของผู้หญิง นักจิตวิทยาก็บอกเหมือนกันว่าเราจะเอาสามีไว้ในอันดับที่ท้ายๆ คิดว่าเขาก็เข้าใจ เราจะสาละวนกับลูกมากด้วย และยิ่งเราก็วิ่งรอกทำงานด้วย ถ้าย้อนได้ เราก็อยากจะบอกกับผู้หญิงทุกคนว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่สำคัญ "บางที มันคล้ายกับกบที่อยู่น้ำเย็นและย้ายไปอยู่น้ำอุ่น และค่อยๆ เติมน้ำร้อนลงไป ในที่สุดกบก็ถูกลวกตาย โดยที่กบไม่รู้ว่าน้ำมันถูกเปลี่ยนอุณหภูมิไปแล้ว ปัญหามันเหมือนก้อนกรวดในรองเท้า มันยังอยู่และสร้างปัญหา เราไม่เคยรู้สึกเราก็คิดว่าทุกอย่างเป็นปกติดี จนเรามาคิดทบทวนดูว่ามันก็มีสัญญาณอะไรตั้งหลายอย่าง ที่รวมๆแล้วมันทำให้เราเครียด" เริ่มต้นจากจัดอันดับความสำคัญของชีวิต และให้เกียรติซึ่งกันและกัน และควรให้สามีมีส่วนในการตัดสินเรื่องใหญ่ๆในชีวิตของเราด้วย "จัดสมดุลชีวิตใหม่ รับงานให้น้อยลง แล้วก็ตั้งเป้าการเก็บเงินให้น้อยลงด้วย เดิมเราคิดว่าน่าจะมีเงินเท่านี้บาทเพื่ออนาคตของลูกเพื่ออนาคตครอบครัว ก็ปรับเป้าลดมา 50 เปอร์เซ็นต์เลย ทำให้เราไม่เครียดในการหาเงินมากเกินไป ก็ทำในสิ่งที่อยากจะทำ เช่น เราอยากไปเที่ยวก็ไปเที่ยวแบบจริงๆ ก่อนหน้านั้น เวลาทำรายการท่องเที่ยว เที่ยวไปเครียดไปนะ เพราะมันต้องคิด เพราะทำรายการมันต้องคิดโจทย์ ตอนนั้นเวลาก็จำกัดด้วย ก็เหนื่อย แต่พอมาเที่ยวแบบกันเอง อยากไปเที่ยวก็ไปไหนก็ไปอยู่นานแค่ไหนก็ได้" 6 เดือนหลังการเปลี่ยนแปลง ความพยายามของลอร่า ก็สมหวัง ในที่สุด เธอได้ตั้งครรภ์ลูกชายคนที่สองสมใจ ด้วยวิธีธรรมชาติ เธอบอกว่า น่าจะมาจากการลดความเครียด และจริงจังในชีวิตที่ลดลง ตอนนี้เจ้าตัวเล็กอายุ 5 เดือนแล้ว ลอร่า บอกว่า บทสรุปเรื่องนี้ของเธอสอนให้รู้ว่า "จากเมียที่ดื้อก็กลายเป็นเมียที่เชื่อง และบางทีผู้หญิงเรา ก็ควรได้รับการดูแลจากผู้ชายบ้าง" ....เป็นบทเรียนของคุณแม่คนเก่ง ที่ได้รับหลังการ "เปลี่ยนแปลง" ชีวิตครั้งใหญ่--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
Friday, February 06, 2009 08:3038170 XTHAI XGEN XETHIC XENT IKEY V%NETNEWS P%WKT
ดุลยปวีณ กรณฑ์แสง
เหมือนว่า ลอร่า ศศิธร วัฒนกุล จะมี "ภาพชีวิต" อย่างที่ผู้หญิงหลายคนใฝ่ฝัน มีครอบครัวอบอุ่น มีลูกที่น่ารัก มีสามีดีๆ เป็นคู่ชีวิต พร้อมๆ กับเส้นทางอาชีพการงานที่เธอรัก แต่ในภาพ "ความเก่งพร้อมสมบูรณ์แบบ" ที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเหลือบ่ากว่าแรงไปกว่าที่ "Supermom" คุณแม่ลูกสองคนนี้ จะจัดการรับมือ ใครจะรู้ว่า ครั้งหนึ่ง ชีวิตของเธอเคยแทบสะดุดล้มจนชีวิตครอบครัวเกือบต้องเสียศูนย์ก่อนที่จะมีลูกคนที่สอง เชื่อเถอะว่า บทเรียนชีวิตที่ลอร่า ผ่านพ้นและค้นพบ หนังชีวิตเรื่องเดียวกันนี้ เกิดขึ้นกับบรรดาเวิร์คกิ้งมัม ผู้หญิงเก่ง และภรรยาจอมดื้อ ทั้งหลายบนเส้นทางที่ต้องหาจุด "สมดุล" ระหว่างงาน กับครอบครัวให้เจอ ด้วยคำถามเบสิคที่ว่า แท้จริงแล้วความสุขและเป้าหมายในชีวิตอยู่ที่ตรงไหน? "ตอนสาวๆ ตั้งเป้าหมายทำงานเพื่อสนุก ตอนมีลูกคนแรก ทำงานเพื่อให้มีเงินเก็บ แต่ตอนนี้ ทำงานเพื่อสร้างชีวิตที่สมดุล มีโลกทัศน์ มีประสบการณ์และคอนเนคชั่นที่จะมาดูแลลูกต่อไปในอนาคต" ลอร่า ว่าอย่างนั้น แต่ไหนแต่ไร เธอเป็นผู้หญิงบ้างาน สนุกกับการทำโน่นนี่ ชีวิตเต็มไปด้วยความ "อยาก" และ "ท้าทาย" ตลอดเวลา โดยเฉพาะหลังจากมี "โมนิก้า" ลูกคนแรก ชีวิตช่วงนั้น เหมือนว่า ทุกอย่างจะเป็นใจ อย่างที่เธอวาดหวัง เป็นพิธีกรหลายรายการ เปิดบริษัท มีรายการเป็นของตัวเอง ไปถึงอย่างที่วาดฝันไว้ "แต่อีกฝันหนึ่งของเราที่ไปไม่ถึงเลย ก็คือ การอยากมีลูกคนที่สอง อยากท้องอีก พยายามหลายอย่าง แต่ยังไงก็ไม่สำเร็จสักที ในที่สุด เมื่อเรามาจัดลำดับชีวิตว่า อะไรคือสิ่งที่มีความหมายและมีคุณค่ากับชีวิตเรา เราก็น่าจะยอมแลก" ผู้หญิงเก่งและมาดมั่นอย่างลอร่า เคยมั่นอกมั่นใจมาตลอด ว่า ทุกขณะของชีวิตมีการวางแผนและตั้งเป้าหมาย แต่ในที่สุด พอได้กลับมาทบทวนจัดลำดับสมดุลในชีวิตอีกครั้ง เป็นกฎ 3 ข้อ ของการสร้างสมดุลในชีวิตง่ายๆ กับคำถามที่ธรรมดาที่สุด Want, Can, Should ทั้ง 3 สิ่งนี้ต้องไปด้วยกัน ในที่สุด ลอร่า เลือกที่จะลด "ความทะยานอยาก" ในหน้าที่การงานลงมา เลือกทำเฉพาะบางเรื่องในสิ่งที่ "สามารถ" ทำได้ และทำใน "สิ่งที่ควร" ในคำตอบที่เธอเลือก นั่นก็คือ ครอบครัว การเป็นแม่ และเป็นภรรยา ที่ต้องมาก่อนเป็นอันดับหนึ่ง "มันเหมือนม้าที่โดนปิดตาข้างๆ แล้วมองไปแต่เป้าหมายข้างหน้าว่า เราต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งในหน้าที่การงาน และการเป็นภรรยา และเป็นแม่ จนกระทั่งวันหนึ่งเหมือนกับควบม้าไปสะดุดหิน แล้วที่ปิดตามันหลุดออก แล้วเราก็มีมุมมองแบบเห็น 360 องศาเลย ว่า ฉันกลายเป็นม้าป่า ที่ปีนมาถึงหน้าผาที่เกือบจะตกลงเหว" ชีวิตช่วงนั้น สะดุดกับ "ก้อนหิน" อย่างจัง ทั้งเรื่องความพยายามมีลูกที่ไม่สำเร็จ และเรื่องธุรกิจซึ่งตอนนั้นไอทีวี กำลังอยู่ในช่วงมีปัญหา ในที่สุด ลอร่าตัดสินใจลงจากหลังเสือ ยุติการทำรายการ ลดงานทุกอย่าง เอนจอยชีวิตมากขึ้น ที่สำคัญ คือ ลดการ "ตั้งเป้าหมาย" และความ "อยาก" แตะเบรคชีวิตใหม่ ลดความจริงจังลง ลดความสุดโต่งลงมาหน่อย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลดดีกรีความเป็น "เมียดื้อ" ให้น้อยลง "ผู้หญิงสมัยนี้พึ่งสามีน้อยลงและเราก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย บางครั้งเรามั่นใจในตัวเอง และทำอะไรโดยที่ลืมตัดสินใจร่วมกัน พอคิดได้ ก็เลยกลับไปคืนดีกับสามี คือ ไม่ได้แยกเตียงกันแต่อาจจะมีช่วงที่ชีวิตประจำวันของสามีภรรยา ที่มีเรื่องในใจกันเล็กๆ น้อยๆ สามีก็น่ารักมาก เขาบอกว่า ไม่ยกโทษให้หรอก เพราะเขาไม่เคยโกรธเรา ต้องขอบคุณสามี และลูก เราก็บอกว่า ที่ผ่านมา เราเป็นม้า เขาก็ว่าไม่เป็นไร ซึ่งจากนั้นก็ทำให้เรากลับมาใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น" เธอ เล่าพร้อมรอยยิ้ม "ถ้าดูในภาพกราฟชีวิตของผู้หญิง นักจิตวิทยาก็บอกเหมือนกันว่าเราจะเอาสามีไว้ในอันดับที่ท้ายๆ คิดว่าเขาก็เข้าใจ เราจะสาละวนกับลูกมากด้วย และยิ่งเราก็วิ่งรอกทำงานด้วย ถ้าย้อนได้ เราก็อยากจะบอกกับผู้หญิงทุกคนว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่สำคัญ "บางที มันคล้ายกับกบที่อยู่น้ำเย็นและย้ายไปอยู่น้ำอุ่น และค่อยๆ เติมน้ำร้อนลงไป ในที่สุดกบก็ถูกลวกตาย โดยที่กบไม่รู้ว่าน้ำมันถูกเปลี่ยนอุณหภูมิไปแล้ว ปัญหามันเหมือนก้อนกรวดในรองเท้า มันยังอยู่และสร้างปัญหา เราไม่เคยรู้สึกเราก็คิดว่าทุกอย่างเป็นปกติดี จนเรามาคิดทบทวนดูว่ามันก็มีสัญญาณอะไรตั้งหลายอย่าง ที่รวมๆแล้วมันทำให้เราเครียด" เริ่มต้นจากจัดอันดับความสำคัญของชีวิต และให้เกียรติซึ่งกันและกัน และควรให้สามีมีส่วนในการตัดสินเรื่องใหญ่ๆในชีวิตของเราด้วย "จัดสมดุลชีวิตใหม่ รับงานให้น้อยลง แล้วก็ตั้งเป้าการเก็บเงินให้น้อยลงด้วย เดิมเราคิดว่าน่าจะมีเงินเท่านี้บาทเพื่ออนาคตของลูกเพื่ออนาคตครอบครัว ก็ปรับเป้าลดมา 50 เปอร์เซ็นต์เลย ทำให้เราไม่เครียดในการหาเงินมากเกินไป ก็ทำในสิ่งที่อยากจะทำ เช่น เราอยากไปเที่ยวก็ไปเที่ยวแบบจริงๆ ก่อนหน้านั้น เวลาทำรายการท่องเที่ยว เที่ยวไปเครียดไปนะ เพราะมันต้องคิด เพราะทำรายการมันต้องคิดโจทย์ ตอนนั้นเวลาก็จำกัดด้วย ก็เหนื่อย แต่พอมาเที่ยวแบบกันเอง อยากไปเที่ยวก็ไปไหนก็ไปอยู่นานแค่ไหนก็ได้" 6 เดือนหลังการเปลี่ยนแปลง ความพยายามของลอร่า ก็สมหวัง ในที่สุด เธอได้ตั้งครรภ์ลูกชายคนที่สองสมใจ ด้วยวิธีธรรมชาติ เธอบอกว่า น่าจะมาจากการลดความเครียด และจริงจังในชีวิตที่ลดลง ตอนนี้เจ้าตัวเล็กอายุ 5 เดือนแล้ว ลอร่า บอกว่า บทสรุปเรื่องนี้ของเธอสอนให้รู้ว่า "จากเมียที่ดื้อก็กลายเป็นเมียที่เชื่อง และบางทีผู้หญิงเรา ก็ควรได้รับการดูแลจากผู้ชายบ้าง" ....เป็นบทเรียนของคุณแม่คนเก่ง ที่ได้รับหลังการ "เปลี่ยนแปลง" ชีวิตครั้งใหญ่--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ประมูลงานศิลป์...มูลนิธิ
ประมูลงานศิลป์...มูลนิธิ "ป๋าเปรม"Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)
Monday, February 02, 2009 06:5242378 XTHAI XGEN XETHIC XENT IKEY V%NETNEWS P%WKT
ดุลยปวีณ กรณฑ์แสง
เป็นอีกงานใหญ่ ที่มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จัดขึ้นประจำทุกปี สำหรับการเปิดประมูลผลงานศิลปกรรมชั้นเยี่ยมเพื่อหาทุนสนับสนุนการศึกษาด้านศิลปะแก่นิสิตนักศึกษาเรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์โดยกองทุนส่งเสริมการศึกษาการสร้างสรรค์ศิลปะ "มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์" บรรยากาศการประมูลปีนี้ ยังคงได้รับความสนใจจากทั้งนักธุรกิจ นักสะสมงานศิลปะ ผู้มีจิตศรัทธา รวมทั้งบรรดาผู้ใกล้ชิด "ป๋าเปรม" มาร่วมจับจองเป็นเจ้าของ 25 ผลงานศิลปกรรมที่เข้าร่วมประมูลครั้งนี้ ในจำนวนนี้ เป็นผลงานทรงคุณค่าจากศิลปินแห่งชาติและศิลปินอาวุโสถึง 11 ท่าน อาทิ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ประหยัด พงษ์ดำ, ศาสตราจารย์วิโชค มุกดามณี, ปัญญา วิจินธนสาร, ทวี รัชนีกร, กมล ทัศนาญชลี และเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และที่พิเศษในปีนี้ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ประธานในพิธีค่ำคืนนั้น ยังร่วมนำผลงานศิลปกรรมสะสมส่วนตัว มาร่วมประมูลในงานนี้ด้วย 7 ผลงาน หลังจากวรรคทองอันโด่งดัง "เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน" ของพลเอกเปรม ประธานในพิธี ดังก้องกังวานขึ้นอีกครั้ง พร้อมคำกล่าวสุนทรพจน์สิ้นสุดลง ช่วงของการประมูลก็เริ่มต้นโดยเยาวณี ช่อวิเชียร จากบริษัท คริสตี้ส์ อ็อกชั่น(ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ดำเนินการประมูล เริ่มต้นชิ้นแรก ที่ผลงานสื่อผสมบนผ้าใบของดร.กมล ทัศนาญชลี ในชื่อ "พระพุทธบาท 2550" เปิดประมูลเริ่มต้นที่ 1 แสนบาท ก่อนจะเคาะราคาที่ 5 แสนบาท โดยนักการเงินหญิงผู้หลงใหลงานศิลปะที่ชื่อ นลินี งามเศรษฐมาศ ซีอีโอบริษัท หลักทรัพย์ไอร่า จำกัด (มหาชน) งานนี้ ยังมีนักสะสมงานศิลปะตัวยง ที่ไม่พลาดมารวมชิงชัยในการประมูล อาทิ ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ, กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ที่เห็นมาดนิ่งๆ แต่ขยันยกมือแข่งสู้ราคาตั้งแต่ต้นจนจบงานอีกคนที่มาแบบนิ่งๆ เงียบๆ แถมอยู่หลังห้อง แต่ถ้าถูกใจภาพไหนขอทุ่มสู้ราคาแบบไม่ถอย ต้องยกให้ มาดามหญิงแห่ง "ช.การช่าง" สายเกษม ตรีวิศวเวทย์ ที่เบ็ดเสร็จงานนี้ทำบุญไป 1.8 ล้านบาท ประมูลกลับไป 3 ผลงาน นอกจากนี้ ยังมี ยงศักกดิ์ คณาธนวานิชย์ กรรมการมูลนิธิรัฐบุรุษ ประมูลไป 3 ผลงาน รวมกว่า 2 ล้านบาท ปิดท้ายด้วยภาพสุดท้าย ในชื่อ "จตุรพุทธ: 4 BUDDHAS" ของอาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ที่เป็นชิ้นที่เคาะราคาสูงที่สุดในคืนวันนั้น ในราคา 9.5 แสนบาท โดย "เจ้าของแอร์ซัยโจ เด็นกิ" สมศักดิ์ จิตติพลังศรี รวมทั้งสิ้นจาก 25 ผลงานศิลปกรรมที่ออกประมูลสามารถระดมทุนเป็นเงิน 9.79 ล้านบาท ซึ่งรายได้ทั้งหมดจะนำเข้าสมทบกองทุนส่งเสริมการศึกษาการสร้างสรรค์ศิลปะ "มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์" ซึ่งปีนี้นับเป็นปีที่ 9 ของการจัดงานแล้ว นอกจากนี้ ในค่ำคืนนั้น "ป๋าเปรม" ยังเป็นประธานมอบทุนการศึกษามูลค่า 1.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นทุนแบบให้เปล่า ทุนละ 3 หมื่นบาท ให้แก่ 50 นิสิต นักศึกษาด้านศิลปะจากทั่วประเทศพร้อมมอบโล่เชิดชูเกียรติแก่คณะศิลปินอาวุโสทั้ง 22 ท่าน ที่ร่วมสนับสนุนกิจกรรมของกองทุนฯ มาอย่างต่อเนื่อง ภายในงาน ยังมีผลงานศิลปะจากโครงการ Art Camp มาจัดแสดงเพื่อจำหน่ายแก่ผู้สนใจ จนบริเวณหน้าห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี ถูกเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนแกลลอรีแสดงผลงานศิลปะย่อมๆ สำหรับผู้สนใจสนับสนุนผลงานศิลปกรรมในโครงการ ร่วมชื่นชมกับความสุนทรีย์ของงานศิลป์พร้อมได้บุญกุศล สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. 02-241-0088
บรรยายใต้ภาพ สายเกษม ตรีวิศวเวทย์ มาดาม ช.การช่าง ชูป้ายสู้ราคาไม่ถอย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ พร้อมด้วย พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานมูลนิธิรัฐบุรุษฯ--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
Monday, February 02, 2009 06:5242378 XTHAI XGEN XETHIC XENT IKEY V%NETNEWS P%WKT
ดุลยปวีณ กรณฑ์แสง
เป็นอีกงานใหญ่ ที่มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จัดขึ้นประจำทุกปี สำหรับการเปิดประมูลผลงานศิลปกรรมชั้นเยี่ยมเพื่อหาทุนสนับสนุนการศึกษาด้านศิลปะแก่นิสิตนักศึกษาเรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์โดยกองทุนส่งเสริมการศึกษาการสร้างสรรค์ศิลปะ "มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์" บรรยากาศการประมูลปีนี้ ยังคงได้รับความสนใจจากทั้งนักธุรกิจ นักสะสมงานศิลปะ ผู้มีจิตศรัทธา รวมทั้งบรรดาผู้ใกล้ชิด "ป๋าเปรม" มาร่วมจับจองเป็นเจ้าของ 25 ผลงานศิลปกรรมที่เข้าร่วมประมูลครั้งนี้ ในจำนวนนี้ เป็นผลงานทรงคุณค่าจากศิลปินแห่งชาติและศิลปินอาวุโสถึง 11 ท่าน อาทิ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ประหยัด พงษ์ดำ, ศาสตราจารย์วิโชค มุกดามณี, ปัญญา วิจินธนสาร, ทวี รัชนีกร, กมล ทัศนาญชลี และเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และที่พิเศษในปีนี้ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ประธานในพิธีค่ำคืนนั้น ยังร่วมนำผลงานศิลปกรรมสะสมส่วนตัว มาร่วมประมูลในงานนี้ด้วย 7 ผลงาน หลังจากวรรคทองอันโด่งดัง "เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน" ของพลเอกเปรม ประธานในพิธี ดังก้องกังวานขึ้นอีกครั้ง พร้อมคำกล่าวสุนทรพจน์สิ้นสุดลง ช่วงของการประมูลก็เริ่มต้นโดยเยาวณี ช่อวิเชียร จากบริษัท คริสตี้ส์ อ็อกชั่น(ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ดำเนินการประมูล เริ่มต้นชิ้นแรก ที่ผลงานสื่อผสมบนผ้าใบของดร.กมล ทัศนาญชลี ในชื่อ "พระพุทธบาท 2550" เปิดประมูลเริ่มต้นที่ 1 แสนบาท ก่อนจะเคาะราคาที่ 5 แสนบาท โดยนักการเงินหญิงผู้หลงใหลงานศิลปะที่ชื่อ นลินี งามเศรษฐมาศ ซีอีโอบริษัท หลักทรัพย์ไอร่า จำกัด (มหาชน) งานนี้ ยังมีนักสะสมงานศิลปะตัวยง ที่ไม่พลาดมารวมชิงชัยในการประมูล อาทิ ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ, กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ที่เห็นมาดนิ่งๆ แต่ขยันยกมือแข่งสู้ราคาตั้งแต่ต้นจนจบงานอีกคนที่มาแบบนิ่งๆ เงียบๆ แถมอยู่หลังห้อง แต่ถ้าถูกใจภาพไหนขอทุ่มสู้ราคาแบบไม่ถอย ต้องยกให้ มาดามหญิงแห่ง "ช.การช่าง" สายเกษม ตรีวิศวเวทย์ ที่เบ็ดเสร็จงานนี้ทำบุญไป 1.8 ล้านบาท ประมูลกลับไป 3 ผลงาน นอกจากนี้ ยังมี ยงศักกดิ์ คณาธนวานิชย์ กรรมการมูลนิธิรัฐบุรุษ ประมูลไป 3 ผลงาน รวมกว่า 2 ล้านบาท ปิดท้ายด้วยภาพสุดท้าย ในชื่อ "จตุรพุทธ: 4 BUDDHAS" ของอาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ที่เป็นชิ้นที่เคาะราคาสูงที่สุดในคืนวันนั้น ในราคา 9.5 แสนบาท โดย "เจ้าของแอร์ซัยโจ เด็นกิ" สมศักดิ์ จิตติพลังศรี รวมทั้งสิ้นจาก 25 ผลงานศิลปกรรมที่ออกประมูลสามารถระดมทุนเป็นเงิน 9.79 ล้านบาท ซึ่งรายได้ทั้งหมดจะนำเข้าสมทบกองทุนส่งเสริมการศึกษาการสร้างสรรค์ศิลปะ "มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์" ซึ่งปีนี้นับเป็นปีที่ 9 ของการจัดงานแล้ว นอกจากนี้ ในค่ำคืนนั้น "ป๋าเปรม" ยังเป็นประธานมอบทุนการศึกษามูลค่า 1.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นทุนแบบให้เปล่า ทุนละ 3 หมื่นบาท ให้แก่ 50 นิสิต นักศึกษาด้านศิลปะจากทั่วประเทศพร้อมมอบโล่เชิดชูเกียรติแก่คณะศิลปินอาวุโสทั้ง 22 ท่าน ที่ร่วมสนับสนุนกิจกรรมของกองทุนฯ มาอย่างต่อเนื่อง ภายในงาน ยังมีผลงานศิลปะจากโครงการ Art Camp มาจัดแสดงเพื่อจำหน่ายแก่ผู้สนใจ จนบริเวณหน้าห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี ถูกเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนแกลลอรีแสดงผลงานศิลปะย่อมๆ สำหรับผู้สนใจสนับสนุนผลงานศิลปกรรมในโครงการ ร่วมชื่นชมกับความสุนทรีย์ของงานศิลป์พร้อมได้บุญกุศล สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. 02-241-0088
บรรยายใต้ภาพ สายเกษม ตรีวิศวเวทย์ มาดาม ช.การช่าง ชูป้ายสู้ราคาไม่ถอย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ พร้อมด้วย พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานมูลนิธิรัฐบุรุษฯ--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ในอ้อมกอด "โรงงานหลวง"
ในอ้อมกอด "โรงงานหลวง"Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)
Friday, January 23, 2009 07:4944735 XTHAI XGEN XETHIC XENT IKEY V%NETNEWS P%WKT
ดุลยปวีณ กรณฑ์แสง
พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 มีมิติใหม่ที่น่าสนใจของการพัฒนาหลายด้าน โดยนำเอาแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเอยู่หัว การพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยมีราษฎรเป็นศูนย์กลาง โรงงานแห่งใหม่ ยังสร้างขึ้นด้วยแนวคิดโรงงานสีเขียว เพื่อเป็นแบบอย่างของการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ในวิกฤติย่อมมีโอกาส เช่นเดียวกับโอกาสใหม่ ที่ผลิบานขึ้นอีกครั้ง ในชุมชนหมู่บ้านยาง ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ วันนี้ โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) โรงงานหลวงแห่งแรก ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากเหตุการณ์อุทกภัยและโคลนถล่ม เมื่อเดือนตุลาคม 2549 ได้รับการพลิกฟื้นให้กลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ ตามพระราชดำริที่ให้พัฒนาพื้นที่เดิมที่ได้รับความเสียหาย ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต (living SITE Museum) นำเสนอองค์ความรู้ผ่านนิทรรศการวัตถุสะสม หลักฐานทางประวัติศาสตร์ในชุมชน เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น ควบคู่กับ "โรงงานสีเขียว" ที่สร้างขึ้นใหม่ โอกาสนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 เมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา หลังจากทรงตีกังสดาล เพื่อเป็นสัญญาณเปิดอาคารพิพิธภัณฑ์ ได้ทอดพระเนตรนิทรรศการต่างๆ ภายในพิพิธภัณฑ์ และมีพระราชดำรัสถึงรายละเอียดสิ่งของและวัตถุสะสมต่างๆ ด้วยความสนพระราชหฤทัย อาทิ รถยนต์คันเก่าแก่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้ม.จ.ภีศเดช รัชนี สำหรับใช้ปฏิบัติงานของโครงการหลวง, นิทรรศการผลงานภาพถ่ายของชำนิ ทิพย์มณี และนพดล ขาวสำอางค์, เครื่องจักรดั้งเดิมที่หลงเหลือจากการกู้ซาก หลังประสบอุทกภัย ในการนี้ ยังได้ทอดพระเนตรอากงวาดรูป และการแสดงดนตรีโดยอากงอีกท่านหนึ่งเป็นผู้สีซอถวาย ในท่วงทำนองเพลงจีนโบราณ ทรงรับสั่งโต้ตอบภาษาจีน พร้อมขอโน้ตเพลงจากอากงไว้เป็นที่ระลึกด้วย และที่นำความซาบซึ้งแก่คณะบุคคลที่ร่วมเฝ้ารับเสด็จ ระหว่างที่ทรงพระดำเนินถึง "บ้านดินจำลอง" ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อจำลองวิถีชีวิตที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวจีนในบ้านยาง สมเด็จพระเทพฯ ทรงรับสั่งกับคนงานของโรงงานหลวง ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่เศร้าเสียใจอยู่ในภาพยนตร์รำลึกเหตุการณ์น้ำป่า ที่จัดฉายอยู่ในพิพิธภัณฑ์ด้วยว่า "ไม่เป็นไร ฉันสร้างโรงงานใหม่ให้แล้ว ไม่ต้องเสียใจ" โอกาสนี้ ยังประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จฯ ทอดพระเนตรแปลงปลูกสตรอว์เบอร์รี่ปลอดสารพิษของเกษตรกร ที่เข้าร่วมในโครงการ และเสวยสตรอว์เบอร์รี่สีแดงสดที่เด็ดมาจากในแปลงด้วย ทรงรับสั่งกับเกษตรกรว่า สร้างโรงงานใหม่ให้แล้ว ให้ช่วยกันปลูกสตรอว์เบอร์รี่ส่งมาขาย ในวันเสด็จพระราชดำเนินเปิดพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 วันนั้น นำความปิติแก่ชาวชุมชนบ้านยางอีกครั้ง เพราะนอกจากโรงงานสีเขียวแห่งใหม่แล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์แหล่งการเรียนรู้ ที่สร้างโอกาสและการมีส่วนร่วมของชุมชน ภายใต้แนวคิด "ความพอเพียง เรียบง่ายเอกลักษณ์ของท้องถิ่นและกลิ่นอายของโรงงานหลวง" พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา หัวหน้ากองงานความร่วมมือภายนอก 2 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในฐานะกรรมการ และเลขานุการ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด หัวเรือใหญ่งานนี้ เล่าว่าโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) นับเป็นโรงงานหลวงแห่งแรก ที่เริ่มต้นจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2515 เพื่อรองรับผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่ โรงงานที่นี่ จะทำหน้าที่ผลิตสินค้าแปรรูปเกษตรบรรจุกระป๋อง อาทิ ลำไย ลิ้นจี่กระป๋อง รวมทั้งลูกพีชในน้ำเชื่อมบรรจุขวดซึ่งเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่รับสั่งให้ริเริ่มบรรจุสินค้าในขวดแก้ว เพราะเป็นวัสดุที่รีไซเคิลได้ นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นศูนย์ผลิตแยมผลไม้ บ๊วย และสตรอว์เบอร์รี่แช่แข็ง และน้ำดื่มภายใต้เครื่องหมายตราสินค้า "ดอยคำ" "พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 มีมิติใหม่ที่น่าสนใจของการพัฒนาหลายด้าน โดยนำเอาแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีราษฎรเป็นศูนย์กลาง โรงงานแห่งใหม่ ยังสร้างขึ้นด้วยแนวคิดโรงงานสีเขียว เพื่อเป็นแบบอย่างของการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การวัสดุก่อสร้างที่ประหยัดพลังงาน ใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำการใช้ระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด" พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) เปิดต้อนรับให้ผู้สนใจเดินทางเข้าชมแล้วตั้งแต่วันนี้ ภายในพิพิธภัณฑ์ถูกออกแบบและจัดแสดงไว้ได้อย่างน่าสนใจ การันตีโดยฝีมือกูรูพิพิธภัณฑ์เมืองไทย เกล้ามาศ ยิบอินซอย ประธานกรรมการ มูลนิธิเกี่ยวกับศิลปะ ที่เคยร่วมปรับปรุงพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ร่วมด้วยมือดีอีกหลายแวดวงอาทิ บริษัท อินทีเรีย อาร์คิเทกเชอร์ 103, รักลูกกรุ๊ป ที่ตั้งใจอย่างมากให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ จากชุมชนที่อยู่โดยรอบ สร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับผู้มาเยี่ยมเยือนท่ามกลางอ้อมกอดของโรงงานหลวงที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ หลังเขาแห่งนี้ ผู้สนใจสามารถค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.firstroyalfanctory.org
บรรยายใต้ภาพ ทอดพระเนตรแปลงปลูกสตรอว์เบอร์รี่ ปลอดสารพิษของเกษตรกร ทอดพระเนตรอากงวาดรูป และการแสดงดนตรีสีซอถวาย พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กราบบังคมทูลรายงานตลอดเส้นทางพระดำเนิน รถยนต์คันเก่าแก่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้ใช้ในกิจการโครงการหลวง--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
Friday, January 23, 2009 07:4944735 XTHAI XGEN XETHIC XENT IKEY V%NETNEWS P%WKT
ดุลยปวีณ กรณฑ์แสง
พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 มีมิติใหม่ที่น่าสนใจของการพัฒนาหลายด้าน โดยนำเอาแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเอยู่หัว การพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยมีราษฎรเป็นศูนย์กลาง โรงงานแห่งใหม่ ยังสร้างขึ้นด้วยแนวคิดโรงงานสีเขียว เพื่อเป็นแบบอย่างของการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ในวิกฤติย่อมมีโอกาส เช่นเดียวกับโอกาสใหม่ ที่ผลิบานขึ้นอีกครั้ง ในชุมชนหมู่บ้านยาง ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ วันนี้ โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) โรงงานหลวงแห่งแรก ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากเหตุการณ์อุทกภัยและโคลนถล่ม เมื่อเดือนตุลาคม 2549 ได้รับการพลิกฟื้นให้กลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ ตามพระราชดำริที่ให้พัฒนาพื้นที่เดิมที่ได้รับความเสียหาย ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต (living SITE Museum) นำเสนอองค์ความรู้ผ่านนิทรรศการวัตถุสะสม หลักฐานทางประวัติศาสตร์ในชุมชน เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น ควบคู่กับ "โรงงานสีเขียว" ที่สร้างขึ้นใหม่ โอกาสนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 เมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา หลังจากทรงตีกังสดาล เพื่อเป็นสัญญาณเปิดอาคารพิพิธภัณฑ์ ได้ทอดพระเนตรนิทรรศการต่างๆ ภายในพิพิธภัณฑ์ และมีพระราชดำรัสถึงรายละเอียดสิ่งของและวัตถุสะสมต่างๆ ด้วยความสนพระราชหฤทัย อาทิ รถยนต์คันเก่าแก่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้ม.จ.ภีศเดช รัชนี สำหรับใช้ปฏิบัติงานของโครงการหลวง, นิทรรศการผลงานภาพถ่ายของชำนิ ทิพย์มณี และนพดล ขาวสำอางค์, เครื่องจักรดั้งเดิมที่หลงเหลือจากการกู้ซาก หลังประสบอุทกภัย ในการนี้ ยังได้ทอดพระเนตรอากงวาดรูป และการแสดงดนตรีโดยอากงอีกท่านหนึ่งเป็นผู้สีซอถวาย ในท่วงทำนองเพลงจีนโบราณ ทรงรับสั่งโต้ตอบภาษาจีน พร้อมขอโน้ตเพลงจากอากงไว้เป็นที่ระลึกด้วย และที่นำความซาบซึ้งแก่คณะบุคคลที่ร่วมเฝ้ารับเสด็จ ระหว่างที่ทรงพระดำเนินถึง "บ้านดินจำลอง" ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อจำลองวิถีชีวิตที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวจีนในบ้านยาง สมเด็จพระเทพฯ ทรงรับสั่งกับคนงานของโรงงานหลวง ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่เศร้าเสียใจอยู่ในภาพยนตร์รำลึกเหตุการณ์น้ำป่า ที่จัดฉายอยู่ในพิพิธภัณฑ์ด้วยว่า "ไม่เป็นไร ฉันสร้างโรงงานใหม่ให้แล้ว ไม่ต้องเสียใจ" โอกาสนี้ ยังประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จฯ ทอดพระเนตรแปลงปลูกสตรอว์เบอร์รี่ปลอดสารพิษของเกษตรกร ที่เข้าร่วมในโครงการ และเสวยสตรอว์เบอร์รี่สีแดงสดที่เด็ดมาจากในแปลงด้วย ทรงรับสั่งกับเกษตรกรว่า สร้างโรงงานใหม่ให้แล้ว ให้ช่วยกันปลูกสตรอว์เบอร์รี่ส่งมาขาย ในวันเสด็จพระราชดำเนินเปิดพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 วันนั้น นำความปิติแก่ชาวชุมชนบ้านยางอีกครั้ง เพราะนอกจากโรงงานสีเขียวแห่งใหม่แล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์แหล่งการเรียนรู้ ที่สร้างโอกาสและการมีส่วนร่วมของชุมชน ภายใต้แนวคิด "ความพอเพียง เรียบง่ายเอกลักษณ์ของท้องถิ่นและกลิ่นอายของโรงงานหลวง" พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา หัวหน้ากองงานความร่วมมือภายนอก 2 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในฐานะกรรมการ และเลขานุการ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด หัวเรือใหญ่งานนี้ เล่าว่าโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) นับเป็นโรงงานหลวงแห่งแรก ที่เริ่มต้นจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2515 เพื่อรองรับผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่ โรงงานที่นี่ จะทำหน้าที่ผลิตสินค้าแปรรูปเกษตรบรรจุกระป๋อง อาทิ ลำไย ลิ้นจี่กระป๋อง รวมทั้งลูกพีชในน้ำเชื่อมบรรจุขวดซึ่งเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่รับสั่งให้ริเริ่มบรรจุสินค้าในขวดแก้ว เพราะเป็นวัสดุที่รีไซเคิลได้ นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นศูนย์ผลิตแยมผลไม้ บ๊วย และสตรอว์เบอร์รี่แช่แข็ง และน้ำดื่มภายใต้เครื่องหมายตราสินค้า "ดอยคำ" "พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 มีมิติใหม่ที่น่าสนใจของการพัฒนาหลายด้าน โดยนำเอาแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีราษฎรเป็นศูนย์กลาง โรงงานแห่งใหม่ ยังสร้างขึ้นด้วยแนวคิดโรงงานสีเขียว เพื่อเป็นแบบอย่างของการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การวัสดุก่อสร้างที่ประหยัดพลังงาน ใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำการใช้ระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด" พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) เปิดต้อนรับให้ผู้สนใจเดินทางเข้าชมแล้วตั้งแต่วันนี้ ภายในพิพิธภัณฑ์ถูกออกแบบและจัดแสดงไว้ได้อย่างน่าสนใจ การันตีโดยฝีมือกูรูพิพิธภัณฑ์เมืองไทย เกล้ามาศ ยิบอินซอย ประธานกรรมการ มูลนิธิเกี่ยวกับศิลปะ ที่เคยร่วมปรับปรุงพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ร่วมด้วยมือดีอีกหลายแวดวงอาทิ บริษัท อินทีเรีย อาร์คิเทกเชอร์ 103, รักลูกกรุ๊ป ที่ตั้งใจอย่างมากให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ จากชุมชนที่อยู่โดยรอบ สร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับผู้มาเยี่ยมเยือนท่ามกลางอ้อมกอดของโรงงานหลวงที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ หลังเขาแห่งนี้ ผู้สนใจสามารถค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.firstroyalfanctory.org
บรรยายใต้ภาพ ทอดพระเนตรแปลงปลูกสตรอว์เบอร์รี่ ปลอดสารพิษของเกษตรกร ทอดพระเนตรอากงวาดรูป และการแสดงดนตรีสีซอถวาย พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กราบบังคมทูลรายงานตลอดเส้นทางพระดำเนิน รถยนต์คันเก่าแก่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้ใช้ในกิจการโครงการหลวง--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
Love for our King
"Love for our King"Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)
Monday, January 19, 2009 10:0938657 XTHAI XGEN XETHIC XENT IKEY V%NETNEWS P%WKT
ดุลยปวีณ กรณฑ์แสง
ขึ้นชื่อเป็นหนึ่งในสโมสรการกุศลรุ่นใหญ่ แหล่งรวมบรรดาสตรีนักธุรกิจ และสาวสังคมใต้ฟ้าเมืองไทยหัวใจเพื่อสังคม...วันก่อน สโมสรซอนต้า ประเทศไทย จัดงานกาลาดินเนอร์การกุศลครั้งใหญ่ ต้อนรับปีฉลู ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ทั้งที ยังคงคับคั่งทั้งแขกวีไอพี และบรรดาซอนเชี่ยน ที่มาร่วมงานกันเหนียวแน่นเหมือนเช่นเคย ในงานการกุศล "Love for our King รวมใจเปล่งประกาย น้อมถวายจงรักภักดี" โดยสโมสรซอนต้า ประเทศไทยคณะผู้จงรักภักดี ร่วมกับ SARCAR Geneva บริษัทนาฬิกาสวิตเซอร์แลนด์ จัดทำนาฬิการุ่นเฉลิมพระเกียรติองค์ราชัน ขึ้นเป็นพิเศษอีกแบบหนึ่งเพื่อนำมาจัดจำหน่าย หารายได้สมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนา ในการนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จเป็นองค์ประธาน ทรงประทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้สนับสนุนการจัดงาน และประทานนาฬิกาแก่ผู้ที่มีจิตกุศลซื้อนาฬิการุ่นเฉลิมพระเกียรติดังกล่าว และเสวยพระกระยาหารค่ำร่วมกับคณะทำงานและคณะผู้จงรักภักดี อาทิเช่น พรเสก-ลาลีวรรณ กาญจนจารี น.พ.พฤติชัย ดำรงรัตน์ คุณหญิงจินดา จรุงเจริญเวชช์ ขรรค์ ประจวบเหมาะ ณินทิรา โสภณพนิช คุณหญิงโรส บริบาลบุรีภัณฑ์ ฯลฯ การจัดงานครั้งนี้ เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันแล้ว โดยแม่งานใหญ่ ลาลีวรรณ กาญจนจารี ในฐานะประธานจัดงานเล่าว่า ครั้งแรกเริ่มจัดตั้งแต่ปี 2549 และมาถึงปีนี้ จัดทำนาฬิกาออกมาจำหน่ายและประมูลรวมกันทั้งหมด 11 รุ่น ราคาตั้งแต่ 2.5 แสน-25 ล้านบาท ความพิเศษ คือ ทุกเรือนจะมีพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และด้านหลังสลักข้อความที่มีความหมายเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันคล้ายพระราชสมภพ 80 ชันษา และครองราชย์ 60 ปี ไฮไลต์ของงานคืนนั้นยังถูกเนรมิตให้เป็นแคทวอล์คย่อมๆ โดยแฟชั่นโชว์จากนายแบบ นางแบบลูกหลาน และคู่รักคนดังเฉิดฉายออกมาพร้อมนาฬิกาการกุศลรุ่นพิเศษ อาทิเช่น คู่หวานฉ่ำของ เพิ่มศักดิ์ ไกรฤกษ์ อภิชญา ณ ระนอง คู่หวานงานหมั้นระดับช้าง ลูกสาวสหฟาร์ม จารุวรรณ โชติเทวัญ ชลัคร ชีวเกษมสุข คู่ของทิพนันท์-ธาวิน ศรีเฟื่องฟุ้ง วรวุฒิ-นันทมาลี ภิรมย์-ภักดี พร้อมกับเสียงเพลงของบุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ ที่วันนี้สลัดลุคเจ้าพ่อกรู๊ฟ ไรเดอร์ส มาในมาดชุดสูททักซิโด้ควงคู่ออกงานมากับภรรยาด้วย ก่อนจะปล่อยเวทีให้กับรุ่นใหญ่อย่างวุฒา ภิรมย์ภักดี ปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ ฯลฯ พร้อมด้วยโชว์ชุดพิเศษของคุณหญิงหมัด-ม.ร.ว.มาลินี จักรพันธุ์ และม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์ ที่มาครวญเพลงขับกล่อมกันเป็นคู่ดูโอ้ ปิดท้ายด้วยการขับร้องบทเพลง "รูปที่มีทุกบ้าน" โดยคณะนักเรียนจากโรงเรียนมีฟ้า และคณะกรรมการของสโมสรซอนต้าประเทศไทย จบงาน แยกย้ายกลับบ้านด้วยความอิ่มใจ และอิ่มบุญ เพราะรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดงานกาลาดินเนอร์การกุศล "Love for our King รวมใจเปล่งประกาย น้อมถวายจงรักภักดี" ครั้งที่ 3 นี้ และจากการจัดจำหน่ายและประมูลนาฬิการุ่นเฉลิมพระเกียรติองค์ราชัน จะนำทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนาต่อไป
บรรยายใต้ภาพ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทอดพระเนตรนาฬิกาเฉลิมพระเกียรติ คุณแม่คนดัง ดาริกา ปุณณกันต์ มากับคู่ซี้ ภัทรา ศิลาอ่อน ณินทิรา-คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช ภูวดี คุณผลิน จารุวรรณ โชติเทวัญ--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
Monday, January 19, 2009 10:0938657 XTHAI XGEN XETHIC XENT IKEY V%NETNEWS P%WKT
ดุลยปวีณ กรณฑ์แสง
ขึ้นชื่อเป็นหนึ่งในสโมสรการกุศลรุ่นใหญ่ แหล่งรวมบรรดาสตรีนักธุรกิจ และสาวสังคมใต้ฟ้าเมืองไทยหัวใจเพื่อสังคม...วันก่อน สโมสรซอนต้า ประเทศไทย จัดงานกาลาดินเนอร์การกุศลครั้งใหญ่ ต้อนรับปีฉลู ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ทั้งที ยังคงคับคั่งทั้งแขกวีไอพี และบรรดาซอนเชี่ยน ที่มาร่วมงานกันเหนียวแน่นเหมือนเช่นเคย ในงานการกุศล "Love for our King รวมใจเปล่งประกาย น้อมถวายจงรักภักดี" โดยสโมสรซอนต้า ประเทศไทยคณะผู้จงรักภักดี ร่วมกับ SARCAR Geneva บริษัทนาฬิกาสวิตเซอร์แลนด์ จัดทำนาฬิการุ่นเฉลิมพระเกียรติองค์ราชัน ขึ้นเป็นพิเศษอีกแบบหนึ่งเพื่อนำมาจัดจำหน่าย หารายได้สมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนา ในการนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จเป็นองค์ประธาน ทรงประทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้สนับสนุนการจัดงาน และประทานนาฬิกาแก่ผู้ที่มีจิตกุศลซื้อนาฬิการุ่นเฉลิมพระเกียรติดังกล่าว และเสวยพระกระยาหารค่ำร่วมกับคณะทำงานและคณะผู้จงรักภักดี อาทิเช่น พรเสก-ลาลีวรรณ กาญจนจารี น.พ.พฤติชัย ดำรงรัตน์ คุณหญิงจินดา จรุงเจริญเวชช์ ขรรค์ ประจวบเหมาะ ณินทิรา โสภณพนิช คุณหญิงโรส บริบาลบุรีภัณฑ์ ฯลฯ การจัดงานครั้งนี้ เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันแล้ว โดยแม่งานใหญ่ ลาลีวรรณ กาญจนจารี ในฐานะประธานจัดงานเล่าว่า ครั้งแรกเริ่มจัดตั้งแต่ปี 2549 และมาถึงปีนี้ จัดทำนาฬิกาออกมาจำหน่ายและประมูลรวมกันทั้งหมด 11 รุ่น ราคาตั้งแต่ 2.5 แสน-25 ล้านบาท ความพิเศษ คือ ทุกเรือนจะมีพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และด้านหลังสลักข้อความที่มีความหมายเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันคล้ายพระราชสมภพ 80 ชันษา และครองราชย์ 60 ปี ไฮไลต์ของงานคืนนั้นยังถูกเนรมิตให้เป็นแคทวอล์คย่อมๆ โดยแฟชั่นโชว์จากนายแบบ นางแบบลูกหลาน และคู่รักคนดังเฉิดฉายออกมาพร้อมนาฬิกาการกุศลรุ่นพิเศษ อาทิเช่น คู่หวานฉ่ำของ เพิ่มศักดิ์ ไกรฤกษ์ อภิชญา ณ ระนอง คู่หวานงานหมั้นระดับช้าง ลูกสาวสหฟาร์ม จารุวรรณ โชติเทวัญ ชลัคร ชีวเกษมสุข คู่ของทิพนันท์-ธาวิน ศรีเฟื่องฟุ้ง วรวุฒิ-นันทมาลี ภิรมย์-ภักดี พร้อมกับเสียงเพลงของบุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ ที่วันนี้สลัดลุคเจ้าพ่อกรู๊ฟ ไรเดอร์ส มาในมาดชุดสูททักซิโด้ควงคู่ออกงานมากับภรรยาด้วย ก่อนจะปล่อยเวทีให้กับรุ่นใหญ่อย่างวุฒา ภิรมย์ภักดี ปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ ฯลฯ พร้อมด้วยโชว์ชุดพิเศษของคุณหญิงหมัด-ม.ร.ว.มาลินี จักรพันธุ์ และม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์ ที่มาครวญเพลงขับกล่อมกันเป็นคู่ดูโอ้ ปิดท้ายด้วยการขับร้องบทเพลง "รูปที่มีทุกบ้าน" โดยคณะนักเรียนจากโรงเรียนมีฟ้า และคณะกรรมการของสโมสรซอนต้าประเทศไทย จบงาน แยกย้ายกลับบ้านด้วยความอิ่มใจ และอิ่มบุญ เพราะรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดงานกาลาดินเนอร์การกุศล "Love for our King รวมใจเปล่งประกาย น้อมถวายจงรักภักดี" ครั้งที่ 3 นี้ และจากการจัดจำหน่ายและประมูลนาฬิการุ่นเฉลิมพระเกียรติองค์ราชัน จะนำทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนาต่อไป
บรรยายใต้ภาพ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทอดพระเนตรนาฬิกาเฉลิมพระเกียรติ คุณแม่คนดัง ดาริกา ปุณณกันต์ มากับคู่ซี้ ภัทรา ศิลาอ่อน ณินทิรา-คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช ภูวดี คุณผลิน จารุวรรณ โชติเทวัญ--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
อ่อนช้อยทรงพลัง ศิลปะพู่กัน "ท่านทูตจีน"
อ่อนช้อยทรงพลัง ศิลปะพู่กัน "ท่านทูตจีน"Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)
Thursday, January 15, 2009 06:418905 XTHAI XGEN XETHIC XENT IKEY V%NETNEWS P%WKT
ดุลยปวีณ กรณฑ์แสง
มากด้วยบทบาท ความสามารถ และเป็นท่านทูตที่ครองใจคนไทยหลายคน เพราะไม่ใช่แค่พูดไทยได้คล่องแต่ยังเคยมาประจำอยู่เมืองไทยแล้วถึง 3 ครั้ง ล่าสุด ในใกล้ครบวาระตำแหน่ง 4 ปี ท่านทูต จาง จิ่ว หวน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ทิ้งทวน ด้วยการนำผลงานศิลปะส่วนตัวและบทกวีคำคม ผ่านเส้นสายลายพู่กันจีน กว่า 136 ภาพ มาเปิดแสดงนิทรรศการเป็นครั้งแรก โอกาสนี้ ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาเปิดนิทรรศการ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากจะฉายถึงความงดงาม อ่อนช้อยแต่ทรงพลัง ผ่านศิลปะปลายพู่กันที่แฝงไว้ด้วยแง่คิดในกวีแต่ละบท ตวัดพู่กันสร้างสรรค์ผลงานทั้งหมดขึ้นในช่วงที่อยู่เมืองไทย ข้างหลังนิทรรศการนี้ ยังฉายถึงสัมพันธ์ไทย-จีน ที่แนบแน่น เพราะเพียงแค่ในวันแรกของการเปิดจองภาพ คลาคล่ำทั้งเศรษฐีระดับเจ้าสัว นักธุรกิจไทยเชื้อสายจีนรุ่นใหญ่ ตัวแทนสมาคมชาวจีนทั่วเมืองไทยที่พร้อมใจมาร่วมชื่นชมนิทรรศการ และจับจองผลงานกันคับคั่ง อาทิ ชาตรี โสภณพนิช ประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพ, ไกรสร จันศิริ นายกสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศ, สุธี มีนชัยนันท์ ประธานหอการค้าไทย-จีน, วิชิต ลอลือเลิศ นายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยประเทศจีน รวมถึง กรวิทย์ สุพุทธิพงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท นานมี จำกัด ฯลฯ และที่ทำเอาท่านทูต จาง จิ่ว หวน ต้องยิ้มไม่หุบเพราะต้องยืนโพสต์ท่าร่วมกับแขกเหรื่อในงาน ที่รุมจองคิวขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ท่านทูต เล่าว่า ถึงแม้มีเวลาว่างน้อย แต่เพราะความรักในบทกลอน และการเขียนพู่กัน มาตั้งแต่เด็กๆ จึงรู้สึกสุขใจทุกครั้ง ที่ได้จับพู่กันสร้างสรรค์งาน โอกาสนี้ยังเผยถึงความรู้สึก ความผูกพันก่อนจะอำลาเมืองไทยว่า "ผมเคยทำงานที่เมืองไทย 3 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกปี 2518 ต่อมาในปี 2531 และครั้งล่าสุดปี 2547 ช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมได้มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ที่พัฒนาไปต่อเนื่อง ยิ่งทำให้มั่นใจว่า ความสัมพันธ์นี้ได้หยั่งรากลึกไว้ในหัวใจของคนสองประเทศแล้ว ไม่ว่าจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปภายนอก ก็จะไม่เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์นี้ได้" ท่านทูต จาง จิ่ว หวน หยอดคำหวานทิ้งท้าย สำหรับนิทรรศการบทกวีและศิลปะพู่กันจีนครั้งนี้ จะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 16 มกราคม นี้ ตั้งแต่เวลา 9.00-17.30 น. ที่อาคารบริษัทนานมี ถนนสาทรเหนือ
บรรยายใต้ภาพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระอักษรภาจีน ในวันเปิดนิทรรศการ เอคอัครราชทูตจีน พร้อมภริยา ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับผู้จองภาพในงาน ส่วนหนึ่งของบทกวี คำคม ที่จัดแสดงในงาน--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
Thursday, January 15, 2009 06:418905 XTHAI XGEN XETHIC XENT IKEY V%NETNEWS P%WKT
ดุลยปวีณ กรณฑ์แสง
มากด้วยบทบาท ความสามารถ และเป็นท่านทูตที่ครองใจคนไทยหลายคน เพราะไม่ใช่แค่พูดไทยได้คล่องแต่ยังเคยมาประจำอยู่เมืองไทยแล้วถึง 3 ครั้ง ล่าสุด ในใกล้ครบวาระตำแหน่ง 4 ปี ท่านทูต จาง จิ่ว หวน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ทิ้งทวน ด้วยการนำผลงานศิลปะส่วนตัวและบทกวีคำคม ผ่านเส้นสายลายพู่กันจีน กว่า 136 ภาพ มาเปิดแสดงนิทรรศการเป็นครั้งแรก โอกาสนี้ ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาเปิดนิทรรศการ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากจะฉายถึงความงดงาม อ่อนช้อยแต่ทรงพลัง ผ่านศิลปะปลายพู่กันที่แฝงไว้ด้วยแง่คิดในกวีแต่ละบท ตวัดพู่กันสร้างสรรค์ผลงานทั้งหมดขึ้นในช่วงที่อยู่เมืองไทย ข้างหลังนิทรรศการนี้ ยังฉายถึงสัมพันธ์ไทย-จีน ที่แนบแน่น เพราะเพียงแค่ในวันแรกของการเปิดจองภาพ คลาคล่ำทั้งเศรษฐีระดับเจ้าสัว นักธุรกิจไทยเชื้อสายจีนรุ่นใหญ่ ตัวแทนสมาคมชาวจีนทั่วเมืองไทยที่พร้อมใจมาร่วมชื่นชมนิทรรศการ และจับจองผลงานกันคับคั่ง อาทิ ชาตรี โสภณพนิช ประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพ, ไกรสร จันศิริ นายกสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศ, สุธี มีนชัยนันท์ ประธานหอการค้าไทย-จีน, วิชิต ลอลือเลิศ นายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยประเทศจีน รวมถึง กรวิทย์ สุพุทธิพงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท นานมี จำกัด ฯลฯ และที่ทำเอาท่านทูต จาง จิ่ว หวน ต้องยิ้มไม่หุบเพราะต้องยืนโพสต์ท่าร่วมกับแขกเหรื่อในงาน ที่รุมจองคิวขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ท่านทูต เล่าว่า ถึงแม้มีเวลาว่างน้อย แต่เพราะความรักในบทกลอน และการเขียนพู่กัน มาตั้งแต่เด็กๆ จึงรู้สึกสุขใจทุกครั้ง ที่ได้จับพู่กันสร้างสรรค์งาน โอกาสนี้ยังเผยถึงความรู้สึก ความผูกพันก่อนจะอำลาเมืองไทยว่า "ผมเคยทำงานที่เมืองไทย 3 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกปี 2518 ต่อมาในปี 2531 และครั้งล่าสุดปี 2547 ช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมได้มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ที่พัฒนาไปต่อเนื่อง ยิ่งทำให้มั่นใจว่า ความสัมพันธ์นี้ได้หยั่งรากลึกไว้ในหัวใจของคนสองประเทศแล้ว ไม่ว่าจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปภายนอก ก็จะไม่เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์นี้ได้" ท่านทูต จาง จิ่ว หวน หยอดคำหวานทิ้งท้าย สำหรับนิทรรศการบทกวีและศิลปะพู่กันจีนครั้งนี้ จะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 16 มกราคม นี้ ตั้งแต่เวลา 9.00-17.30 น. ที่อาคารบริษัทนานมี ถนนสาทรเหนือ
บรรยายใต้ภาพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระอักษรภาจีน ในวันเปิดนิทรรศการ เอคอัครราชทูตจีน พร้อมภริยา ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับผู้จองภาพในงาน ส่วนหนึ่งของบทกวี คำคม ที่จัดแสดงในงาน--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ยอดมรดก11ตระกูลดัง
ยอดมรดก11ตระกูลดัง Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)
Tuesday, January 13, 2009 11:3659644 XTHAI XGEN XETHIC XENT IKEY V%NETNEWS P%WKT
ดุลยปวีณ กรณฑ์แสง
เป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ ต้อนรับต้นปีเมื่อ 11 ตระกูลดังของเมืองไทย พร้อมใจกันนำมรดกล้ำค่าประจำตระกูล ออกมาโชว์ร่วมกันครั้งแรก ในงานเฉลิมฉลองความสำเร็จ 60 ปี ไทยสมุทรประกันชีวิต ที่มิวเซียมสยาม ท่าเตียน พร้อมร่วมโพสท่าเป็นแบบกิตติมศักดิ์ ในนิทรรศการภาพถ่าย ที่กดชัตเตอร์โดยช่างภาพพอร์ตเทรทคนดัง นิติกร กรัยวิเชียร หลายตระกูลที่ตอบรับคำเชิญมาร่วมงานนี้สนิทสนมคุ้นเคยกันดีกับคนในครอบครัว 'อัสสกุล' ตระกูลใหญ่ที่เป็นเจ้าของอาณาจักรไทยสมุทรประกันชีวิต โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และอีกสารพัดธุรกิจในเครือโอเชี่ยนกรุ๊ป 11 ตระกูลที่ร่วมแสดงสมบัติล้ำค่าในงานนี้ มีทั้งศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ กับนาฬิกาพก Patek Philippe มรดกตกทอดจากเจ้าจอมในรัชกาลที่ 5, ภัทรา ศิลาอ่อน กับมรดกที่ไม่ใช่สิ่งของเครื่องประดับ แต่เป็น 'ใบปริญญาบัตร' เพราะความรู้ และการศึกษาคือ มรดกที่พ่อแม่ให้ความสำคัญ, ยุวดี จิราธิวัฒน์ ที่มี 'คำสอน' จากคุณพ่อ สัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ เจ้าของตำนานความยิ่งใหญ่ของเซ็นทรัล มอบให้แต่เล็กจนโต ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล กับ 'นาฬิกาโบราณ' เรือนใหญ่ ที่รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานให้กับสมเด็จทวด คือ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่แผงความหมายถึงพระราชประสงค์ที่ต้องการให้ตั้งนาฬิกาไว้ ณ วังวรดิศเพื่อสอนให้ชาวสยามในสมัยนั้น รู้จักเรื่องความตรงต่อเวลา, ชาย ศรีวิกรม์ กับ'ใบหุ้นของบริษัท' สยามอินเตอร์คอน ที่คุณปู่และคุณพ่อ ก่อตั้งขึ้นเมื่อกว่า 44 ปีที่แล้วเป็นมรดกที่แสดงถึงโอกาสและความรับผิดชอบของตระกูล กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร กับโน้ตสุดท้าย ที่คุณแม่เขียนและมอบไว้ให้ก่อนเสียชีวิต, สุภาพรรณ-ณัฐปรี พิชัยณรรงค์สงคราม กับต่างหูที่รัชกาลที่ 6 พระราชทานให้กับคุณแม่, กีรติ-วีรวุฒิ-นุสรา อัสสกุล กับแท่นแก้วจารึกคำสอนของพ่อ, วิภาดา โทณวณิก-พิมพ์สิริ ณ สงขลา กับพานแจกันมรดกตกทอดตั้งแต่สมัยเจ้าจอมมารดาเลื่อนในรัชกาลที่ 5 และท่านผู้หญิงวิวรรณ เศรษฐบุตร ภูมิใจใน "ฆ้อนแก้โรว์" ของตระกุลวรรณที่ท่านพ่อ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ คนไทยคนแรกที่ดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาสหประชาชาติ มอบให้ไว้ ฆ้อนนี้จะใช้เคาะ เมื่อจะลงมติในสหประชาชาติ จึงถือเป็นสัญลักษณ์ของการค้ำจุนสันติภาพในโลก ส่วนจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ขอนำไม้ตะพดประจำตัวที่คุณปู่ พระยาภิรมย์ภักดี เคยใช้ที่ทุกวันนี้ยังผูกพันอยู่ในใจเสมอ แม้จะเกิดไม่ทันได้พบคุณปู่ก็ตาม นอกจากจะใช้เป็นไม้เท้า ไม้ตะพดยังสามารถเป็นอาวุธได้อีกด้วย มรดกชิ้นนี้ จึงเป็นเรื่องจากลูกชายสู่ลูกชายจากรุ่นสู่รุ่นในตระกูลภิรมย์ภักดี มรดกสืบทอดประจำแต่ละตระกูลสูงค่าเกินกว่าจะประเมินด้วยตัวเลข เพราะมีความหมายทางใจจากรุ่นสู่รุ่น แต่ละชิ้นล้วนมีความพิเศษ และหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว และที่น่าสนใจ คือ หลายๆ ตระกูลมหาเศรษฐี ธุรกิจใหญ่ของเมืองไทย ต่างยกให้ยอดของมรดกล้ำค่าที่สุด คือ คำสอนสั่ง จากผู้อาวุโสที่จากไปแล้ว แต่มอบหลักคิดๆ ให้รุ่นลูกรุ่นหลานไว้ยึดมั่น ไม่ว่าจะเป็น แง่คิดการดำเนินชีวิต การทำธุรกิจที่เจ้าสัวสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ ถ่ายทอดให้กับลูกหลาน ที่รวบรวมไว้อยู่ในหนังสือเล่มโต ที่เรียกได้ว่าเล่มนี้ไม่ต่างหนังสือสามัญประจำตระกูลที่ทุกคนในครอบครัวจิราธิวัฒน์จะต้องมีกันไว้ทุกบ้าน "เงินทองเป็นสิ่งที่หาได้ แต่ก็หมดไปได้เช่นกัน แต่คำสอน ถ้าเราพร่ำสอนลูกหลานเสมอ และถือปฏิบัติเป็นตัวอย่าง คำสอนนี้ ก็จะติดตัวไปกับพวกเราตลอดไป" ยุวดี จิราธิวัฒน์ เจ้าแม่เซ็นทรัลชิดลม ถ่ายทอดมุมมองเอาไว้เช่นนั้น เช่นเดียวกับอีกสมบัติชิ้นสำคัญที่กินใจจนมครเห็นอาจต้องน้ำตาซึม เพราะเป็นมรดกกระดาษโน้ตใบเล็กๆ ของสมาชิกครอบครัวสุริยสัตย์ ที่ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร เลือกมาจัดแสดง เพราะบนหัวกระดาษเขียนด้วยลายมือว่า Last Note ! เป็นโน้ตที่ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์ พยายามจับปากกานั่งเขียนริมหน้าต่างในโรงพยาบาล กลั่นความคิดที่มีอยู่ในช่วงใกล้ถึงวาระสุดท้าย ด้วยคำสอนที่เน้นถึง "ความรักและความสามัคคีที่มีต่อกัน ไม่ทอดทิ้งกัน" ปิดท้ายกันด้วยไฮไลต์มรดกตระกูลสำคัญของงาน ซึ่งคงเป็นใครไม่ได้ นั่นคือเจ้าภาพของงานนี้ ที่สามศรีพี่น้องหัวเรือใหญ่ตระกูลอัสสกุล กีรติ-วีรวุฒิ-นุสรา อัสสกุล ร่วมกันถ่ายทอดความผูกพันถึงสมบัติล้ำค่าที่สุด ที่กฤษณ์ อัสสกุล ผู้พ่อที่สร้างความยิ่งใหญ่ของไทยสมุทรประกันชีวิต นั่นคือ มรดก "คำสอนของพ่อ" ที่จารึกอยู่บนแท่นแก้ว และบอกเอาไว้ว่า "เหมือนกับลูก เหมือนกับน้อง" มอบไว้เตือนใจให้กับลูกๆ และพนักงานทุกคน "คำสอนที่สำคัญของคุณพ่อ ฟังดูง่าย แต่มีความหมายที่ลึกซึ้ง คือ คำว่าให้รักลูกน้องเหมือนลูกและเหมือนน้อง นั่นคือเราจะต้องคิดเป็นห่วงว่าเขาได้รับความรู้ ได้พัฒนาไหม มีความสุขไหม ครอบครัวเขามีปัญหาไหม เรามีทางจะช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้ไหม จากคำสอนเหล่านี้ทำให้พนักงานมีความเป็น Ocean Spirit สูงมาก นั่นคือมีความรักในองค์กร พร้อมจะทุ่มเทให้บริษัทตลอดเวลา ไม่เลือกงาน ไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่" นุสรา อัสสกุล ถ่ายทอดไว้เช่นนั้น ยอดแห่งมรดกจึงไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง หากแต่เป็นคำสอนที่จะคงอยู่ในใจไปตราบเท่านาน แม้จะก้าวข้ามผ่านยุคสมัยและความเปลี่ยนแปลง จากรุ่นสู่รุ่น...และถึงวันนี้จะไม่มีเสียงที่ดังกังวานของ กฤษณ์ อัสสกุล เจ้าตำนานไทยสมุทรประกันชีวิต เหมือนเมื่อครั้งวันวาน แต่ปณิธานของเขาจะยังคงอยู่ และไม่เคยจากไปไหน--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
Tuesday, January 13, 2009 11:3659644 XTHAI XGEN XETHIC XENT IKEY V%NETNEWS P%WKT
ดุลยปวีณ กรณฑ์แสง
เป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ ต้อนรับต้นปีเมื่อ 11 ตระกูลดังของเมืองไทย พร้อมใจกันนำมรดกล้ำค่าประจำตระกูล ออกมาโชว์ร่วมกันครั้งแรก ในงานเฉลิมฉลองความสำเร็จ 60 ปี ไทยสมุทรประกันชีวิต ที่มิวเซียมสยาม ท่าเตียน พร้อมร่วมโพสท่าเป็นแบบกิตติมศักดิ์ ในนิทรรศการภาพถ่าย ที่กดชัตเตอร์โดยช่างภาพพอร์ตเทรทคนดัง นิติกร กรัยวิเชียร หลายตระกูลที่ตอบรับคำเชิญมาร่วมงานนี้สนิทสนมคุ้นเคยกันดีกับคนในครอบครัว 'อัสสกุล' ตระกูลใหญ่ที่เป็นเจ้าของอาณาจักรไทยสมุทรประกันชีวิต โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และอีกสารพัดธุรกิจในเครือโอเชี่ยนกรุ๊ป 11 ตระกูลที่ร่วมแสดงสมบัติล้ำค่าในงานนี้ มีทั้งศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ กับนาฬิกาพก Patek Philippe มรดกตกทอดจากเจ้าจอมในรัชกาลที่ 5, ภัทรา ศิลาอ่อน กับมรดกที่ไม่ใช่สิ่งของเครื่องประดับ แต่เป็น 'ใบปริญญาบัตร' เพราะความรู้ และการศึกษาคือ มรดกที่พ่อแม่ให้ความสำคัญ, ยุวดี จิราธิวัฒน์ ที่มี 'คำสอน' จากคุณพ่อ สัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ เจ้าของตำนานความยิ่งใหญ่ของเซ็นทรัล มอบให้แต่เล็กจนโต ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล กับ 'นาฬิกาโบราณ' เรือนใหญ่ ที่รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานให้กับสมเด็จทวด คือ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่แผงความหมายถึงพระราชประสงค์ที่ต้องการให้ตั้งนาฬิกาไว้ ณ วังวรดิศเพื่อสอนให้ชาวสยามในสมัยนั้น รู้จักเรื่องความตรงต่อเวลา, ชาย ศรีวิกรม์ กับ'ใบหุ้นของบริษัท' สยามอินเตอร์คอน ที่คุณปู่และคุณพ่อ ก่อตั้งขึ้นเมื่อกว่า 44 ปีที่แล้วเป็นมรดกที่แสดงถึงโอกาสและความรับผิดชอบของตระกูล กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร กับโน้ตสุดท้าย ที่คุณแม่เขียนและมอบไว้ให้ก่อนเสียชีวิต, สุภาพรรณ-ณัฐปรี พิชัยณรรงค์สงคราม กับต่างหูที่รัชกาลที่ 6 พระราชทานให้กับคุณแม่, กีรติ-วีรวุฒิ-นุสรา อัสสกุล กับแท่นแก้วจารึกคำสอนของพ่อ, วิภาดา โทณวณิก-พิมพ์สิริ ณ สงขลา กับพานแจกันมรดกตกทอดตั้งแต่สมัยเจ้าจอมมารดาเลื่อนในรัชกาลที่ 5 และท่านผู้หญิงวิวรรณ เศรษฐบุตร ภูมิใจใน "ฆ้อนแก้โรว์" ของตระกุลวรรณที่ท่านพ่อ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ คนไทยคนแรกที่ดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาสหประชาชาติ มอบให้ไว้ ฆ้อนนี้จะใช้เคาะ เมื่อจะลงมติในสหประชาชาติ จึงถือเป็นสัญลักษณ์ของการค้ำจุนสันติภาพในโลก ส่วนจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ขอนำไม้ตะพดประจำตัวที่คุณปู่ พระยาภิรมย์ภักดี เคยใช้ที่ทุกวันนี้ยังผูกพันอยู่ในใจเสมอ แม้จะเกิดไม่ทันได้พบคุณปู่ก็ตาม นอกจากจะใช้เป็นไม้เท้า ไม้ตะพดยังสามารถเป็นอาวุธได้อีกด้วย มรดกชิ้นนี้ จึงเป็นเรื่องจากลูกชายสู่ลูกชายจากรุ่นสู่รุ่นในตระกูลภิรมย์ภักดี มรดกสืบทอดประจำแต่ละตระกูลสูงค่าเกินกว่าจะประเมินด้วยตัวเลข เพราะมีความหมายทางใจจากรุ่นสู่รุ่น แต่ละชิ้นล้วนมีความพิเศษ และหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว และที่น่าสนใจ คือ หลายๆ ตระกูลมหาเศรษฐี ธุรกิจใหญ่ของเมืองไทย ต่างยกให้ยอดของมรดกล้ำค่าที่สุด คือ คำสอนสั่ง จากผู้อาวุโสที่จากไปแล้ว แต่มอบหลักคิดๆ ให้รุ่นลูกรุ่นหลานไว้ยึดมั่น ไม่ว่าจะเป็น แง่คิดการดำเนินชีวิต การทำธุรกิจที่เจ้าสัวสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ ถ่ายทอดให้กับลูกหลาน ที่รวบรวมไว้อยู่ในหนังสือเล่มโต ที่เรียกได้ว่าเล่มนี้ไม่ต่างหนังสือสามัญประจำตระกูลที่ทุกคนในครอบครัวจิราธิวัฒน์จะต้องมีกันไว้ทุกบ้าน "เงินทองเป็นสิ่งที่หาได้ แต่ก็หมดไปได้เช่นกัน แต่คำสอน ถ้าเราพร่ำสอนลูกหลานเสมอ และถือปฏิบัติเป็นตัวอย่าง คำสอนนี้ ก็จะติดตัวไปกับพวกเราตลอดไป" ยุวดี จิราธิวัฒน์ เจ้าแม่เซ็นทรัลชิดลม ถ่ายทอดมุมมองเอาไว้เช่นนั้น เช่นเดียวกับอีกสมบัติชิ้นสำคัญที่กินใจจนมครเห็นอาจต้องน้ำตาซึม เพราะเป็นมรดกกระดาษโน้ตใบเล็กๆ ของสมาชิกครอบครัวสุริยสัตย์ ที่ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร เลือกมาจัดแสดง เพราะบนหัวกระดาษเขียนด้วยลายมือว่า Last Note ! เป็นโน้ตที่ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์ พยายามจับปากกานั่งเขียนริมหน้าต่างในโรงพยาบาล กลั่นความคิดที่มีอยู่ในช่วงใกล้ถึงวาระสุดท้าย ด้วยคำสอนที่เน้นถึง "ความรักและความสามัคคีที่มีต่อกัน ไม่ทอดทิ้งกัน" ปิดท้ายกันด้วยไฮไลต์มรดกตระกูลสำคัญของงาน ซึ่งคงเป็นใครไม่ได้ นั่นคือเจ้าภาพของงานนี้ ที่สามศรีพี่น้องหัวเรือใหญ่ตระกูลอัสสกุล กีรติ-วีรวุฒิ-นุสรา อัสสกุล ร่วมกันถ่ายทอดความผูกพันถึงสมบัติล้ำค่าที่สุด ที่กฤษณ์ อัสสกุล ผู้พ่อที่สร้างความยิ่งใหญ่ของไทยสมุทรประกันชีวิต นั่นคือ มรดก "คำสอนของพ่อ" ที่จารึกอยู่บนแท่นแก้ว และบอกเอาไว้ว่า "เหมือนกับลูก เหมือนกับน้อง" มอบไว้เตือนใจให้กับลูกๆ และพนักงานทุกคน "คำสอนที่สำคัญของคุณพ่อ ฟังดูง่าย แต่มีความหมายที่ลึกซึ้ง คือ คำว่าให้รักลูกน้องเหมือนลูกและเหมือนน้อง นั่นคือเราจะต้องคิดเป็นห่วงว่าเขาได้รับความรู้ ได้พัฒนาไหม มีความสุขไหม ครอบครัวเขามีปัญหาไหม เรามีทางจะช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้ไหม จากคำสอนเหล่านี้ทำให้พนักงานมีความเป็น Ocean Spirit สูงมาก นั่นคือมีความรักในองค์กร พร้อมจะทุ่มเทให้บริษัทตลอดเวลา ไม่เลือกงาน ไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่" นุสรา อัสสกุล ถ่ายทอดไว้เช่นนั้น ยอดแห่งมรดกจึงไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง หากแต่เป็นคำสอนที่จะคงอยู่ในใจไปตราบเท่านาน แม้จะก้าวข้ามผ่านยุคสมัยและความเปลี่ยนแปลง จากรุ่นสู่รุ่น...และถึงวันนี้จะไม่มีเสียงที่ดังกังวานของ กฤษณ์ อัสสกุล เจ้าตำนานไทยสมุทรประกันชีวิต เหมือนเมื่อครั้งวันวาน แต่ปณิธานของเขาจะยังคงอยู่ และไม่เคยจากไปไหน--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)